BBC รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าจะ “ลดลงอย่างมาก” การซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ โดยให้เหตุผลเรื่องค่าใช้จ่าย ท่าทีที่มองว่าเป็นปฏิปักษ์ และความสัมพันธ์ที่ดีของเขากับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม การซ้อมรบประจำปีที่กำลังจะเริ่มต้นยังมีรายงานว่าจะเดินหน้าตามกำหนด

ประเด็นสำคัญ
- ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่าสหรัฐฯ จะลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ลงอย่างมาก
- ทรัมป์อ้างว่าเกาหลีใต้ปฏิเสธเข้าร่วมภารกิจเกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ยังไม่มีการยืนยันจากรัฐบาลโซลในข้อมูลที่ได้รับ
- เกาหลีใต้ระบุว่าการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield จะดำเนินต่อไปตามกำหนด โดยมีทหารเกาหลีใต้เข้าร่วมราว 18,000 นายตามรายงานของ BBC
- รายงานระบุว่าการประกาศอาจหมายถึงการปรับลดการซ้อมรบในอนาคต ไม่ใช่การยกเลิกการซ้อมรบที่กำลังจะเริ่มทันที
- ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือและการส่งทหารไปช่วยรัสเซียยังควรตรวจสอบกับแหล่งข่าวทางการเพิ่มเติม
ทรัมป์โยงการลดซ้อมรบกับท่าทีต่ออิหร่าน
ตามรายงานของ BBC เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2026 ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social ว่าสหรัฐฯ จะ “ลดลงอย่างมาก” การซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ เขากล่าวว่าการซ้อมรบมีค่าใช้จ่ายสูง โดยสหรัฐฯ เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก และส่งสัญญาณที่ “ไม่เหมาะสมและเป็นปฏิปักษ์”
ทรัมป์ยังกล่าวอ้างว่า ก่อนหน้านี้เขาได้ถามประธานาธิบดีเกาหลีใต้ว่าต้องการเข้าร่วมกับสหรัฐฯ ในการ “ปลดอาวุธนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” หรือไม่ และได้รับคำตอบปฏิเสธ ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับยังไม่มีคำชี้แจงจากรัฐบาลเกาหลีใต้เพื่อยืนยันหรือโต้แย้งข้อกล่าวหาดังกล่าว
การซ้อมรบครั้งใกล้ยังเดินหน้าตามกำหนด
BBC รายงานว่า เกาหลีใต้ระบุว่าการซ้อมรบร่วมกับสหรัฐฯ จะดำเนินการ “ตามกำหนด” โดยทรัมป์กล่าวว่าเขาเห็นว่า “สายเกินไปที่จะยกเลิก” เนื่องจากการฝึกประจำปีมีกำหนดเริ่มในวันจันทร์
ก่อนหน้านี้ ผู้นำทางทหารของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ประกาศการจัดการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield เป็นเวลา 11 วัน และระบุว่าจะมีขนาดใกล้เคียงกับปีก่อน ๆ โดยมีทหารเกาหลีใต้เข้าร่วมประมาณ 18,000 นาย ความแตกต่างระหว่างการซ้อมรบครั้งนี้ที่ยังเดินหน้าอยู่กับแผนลดขนาดในอนาคตยังไม่ชัดเจนทั้งหมดจากข้อมูลที่เผยแพร่
เหตุผลด้านความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ
การประกาศของทรัมป์เกิดขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากเขาเผยแพร่ภาพเก่าของตนเองกับคิม จอง อึน จากปี 2019 พร้อมระบุว่าทั้งสองเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แม้ภาพดังกล่าวจะมีสีหน้าไม่เป็นมิตรก็ตาม
ทรัมป์เคยระงับการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ในปี 2018 ระหว่างการเจรจาเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์กับเกาหลีเหนือ โดยในเวลานั้นเขาเรียกการฝึกว่าเป็นสิ่งยั่วยุและกล่าวว่าการยุติการ “ซ้อมรบ” จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้สหรัฐฯ ได้มาก ส่วนในปี 2020 การซ้อมรบก็ถูกลดขนาดลงท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ตามรายงานของ BBC
ความตึงเครียดด้านความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลี
รายงานระบุว่า การซ้อมรบร่วมมีขึ้นหลังสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นตรวจพบการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือครั้งที่สองภายในเวลาไม่กี่วัน ขณะที่ BBC รายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือประณามการฝึกว่าเป็น “การซ้อมรบเพื่อทำสงครามเชิงรุกราน”
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าว รวมถึงข้อกล่าวหาว่าเกาหลีเหนือส่งทหารไปช่วยรัสเซียในสงครามยูเครน และมีทหารเดินทางกลับจากสมรภูมิ ควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติมจากแถลงการณ์ของรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แหล่งข่าวระบุว่า Ryan Donald โฆษกทหารสหรัฐฯ กล่าวว่า การฝึกของสหรัฐฯ คำนึงถึงภัยคุกคามดังกล่าว โดยมีทหารสหรัฐฯ ประจำการในเกาหลีใต้ราว 28,500 นาย
สัญญาณที่ซับซ้อนต่อพันธมิตรสหรัฐฯ-เกาหลีใต้
สำหรับโซล ท่าทีของทรัมป์อาจมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านหนึ่ง การที่ทรัมป์กล่าวถึงความสัมพันธ์กับคิมอาจเพิ่มความหวังว่าเขาจะพยายามเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนืออีกครั้ง แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้อยแถลงดังกล่าวอาจสะท้อนความไม่พอใจของสหรัฐฯ ต่อการที่เกาหลีใต้ไม่เข้าร่วมสนับสนุนภารกิจที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านในทางทหารหรือด้านส่งกำลังบำรุง
BBC ยังรายงานว่า ทรัมป์เคยวิจารณ์พันธมิตรรายอื่น เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร จากความลังเลที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งดังกล่าว แต่ลักษณะของ “ภารกิจ” ที่ทรัมป์กล่าวถึงและสถานะของการมีส่วนร่วมของแต่ละประเทศยังต้องอาศัยข้อมูลยืนยันเพิ่มเติม
โซลพยายามลดแรงเสียดทานกับวอชิงตัน
รายงานระบุว่า เกาหลีใต้พยายามผ่อนคลายความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี โดยให้คำมั่นลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ประธานาธิบดี Lee Jae Myung ของเกาหลีใต้เคยเรียกทรัมป์ว่าเป็นผู้สร้างสันติภาพเมื่อปีก่อน
ในเวลาเดียวกัน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้เสนอการเจรจากับเกาหลีเหนือเพื่อยุติสงครามอย่างเป็นทางการ ซึ่งในทางเทคนิคยังคงอยู่เนื่องจากข้อตกลงสงบศึกปี 1953 เป็นเพียงการหยุดรบ ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ การที่ทรัมป์ส่งสัญญาณลดการซ้อมรบจึงอาจกระทบทั้งการทูตกับเปียงยางและความมั่นใจของโซลต่อพันธกรณีด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ
สิ่งที่ควรรู้
ผู้อ่านที่ติดตามการเมืองระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ และความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลี
แหล่งข้อมูล
- BBC — แหล่งข้อมูลต้นทาง



