อุตสาหกรรมยาจับตา “หน้าผาสิทธิบัตร” มูลค่ายากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2033

รายงานที่ The Wall Street Journal เผยแพร่เมื่อ 29 สิงหาคม 2026 ระบุว่า ยอดขายยาทั่วโลกที่อาจเผชิญการแข่งขันจากยาสามัญหรือยาชีววัตถุคล้ายคลึงหลังสิทธิบัตรหมดอายุ อาจมีมูลค่ามากกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 ทำให้บริษัทเวชภัณฑ์เร่งซื้อกิจการ ทำข้อตกลงใบอนุญาต และพัฒนายาทดแทน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขและการคาดการณ์ดังกล่าวยังไม่สามารถตรวจสอบยืนยันโดยอิสระได้จากข้อมูลที่มี

อุตสาหกรรมยาจับตา “หน้าผาสิทธิบัตร” มูลค่ายากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2033
ภาพประกอบข่าว · SkyFoxNews

ประเด็นสำคัญ

  • The Wall Street Journal รายงานโดยอ้าง Norstella ว่ายอดขายยาทั่วโลกมากกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์อาจอยู่ในข่ายสูญเสียความคุ้มครองสิทธิบัตรภายในปี 2033
  • Merck, Bristol Myers Squibb, Novo Nordisk และ Pfizer ถูกระบุว่าเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงจากยาบล็อกบัสเตอร์หมดความคุ้มครองสูง
  • Keytruda ของ Merck ถูกระบุว่าจะเผชิญการสูญเสียความคุ้มครองสิทธิบัตรในสหรัฐฯ ในปี 2028 ขณะที่บริษัทระบุว่ายาดังกล่าวคิดเป็น 49% ของยอดขายปี 2025
  • บทวิเคราะห์ระบุว่า 77% ของยอดขาย Novo Nordisk ในปี 2025 อาจได้รับผลกระทบจากการหมดสิทธิบัตรภายในสิ้นปี 2033 แต่ตัวเลขนี้เป็นประมาณการเชิงวิเคราะห์
  • รายงานระบุว่าบริษัทเภสัชกรรมทำข้อตกลงรวมมูลค่า 114,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุดที่กล่าวถึง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2019

คลื่นสิทธิบัตรหมดอายุเพิ่มแรงกดดันต่อรายได้

ตามรายงานของ The Wall Street Journal ซึ่งถูกเผยแพร่ซ้ำโดย Hindustan Times เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2026 อุตสาหกรรมยากำลังเข้าสู่ช่วงที่ยาจำนวนมากจะหมดความคุ้มครองด้านสิทธิบัตร เมื่อสิทธิผูกขาดสิ้นสุดลง ผู้ผลิตยาสามัญหรือยาชีววัตถุคล้ายคลึงอาจเข้าสู่ตลาดด้วยราคาต่ำกว่า และทำให้ยอดขายยาต้นแบบลดลงอย่างรวดเร็วได้ในบางกรณี

รายงานอ้างข้อมูลจาก Norstella ว่า ยอดขายยาทั่วโลกมากกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์อาจเผชิญความเสี่ยงจากการสูญเสียสิทธิบัตรภายในปี 2033 แต่ตัวเลขนี้หมายถึงยอดขายที่ “อาจได้รับผลกระทบ” ไม่ใช่รายได้ที่จะหายไปทั้งหมด และยังขึ้นอยู่กับนิยาม วิธีคำนวณ ขอบเขตประเทศ และสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้อง

Keytruda และ Eliquis เป็นจุดเสี่ยงของบริษัทใหญ่

Merck ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่ต้องรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว โดย Keytruda ยารักษามะเร็งซึ่งรายงานเรียกว่าเป็นยาที่มียอดขายสูงที่สุดในโลกในปี 2025 คาดว่าจะสูญเสียความคุ้มครองสิทธิบัตรในสหรัฐฯ ในปี 2028 รายงานระบุว่า Keytruda สร้างรายได้เกือบ 32,000 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า และคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของยอดขาย Merck ขณะที่เอกสารของบริษัทระบุสัดส่วนยอดขายปี 2025 อยู่ที่ 49%

Bristol Myers Squibb เผชิญความเสี่ยงจากทั้ง Opdivo และ Eliquis ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งทำรายได้มากกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า โดย Eliquis ทำตลาดร่วมกับ Pfizer ดังนั้นการแข่งขันในอนาคตจึงอาจส่งผลต่อทั้งสองบริษัท อย่างไรก็ดี วันสิ้นสุดสิทธิบัตรไม่ได้เท่ากับวันที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้นอย่างเต็มรูปแบบเสมอไป เพราะยังอาจมีสิทธิบัตรเพิ่มเติม ข้อตกลงยุติคดี และเงื่อนไขด้านกฎระเบียบเข้ามาเกี่ยวข้อง

Novo Nordisk มีรายได้กระจุกตัวกับยากลุ่ม semaglutide

รายงานระบุว่า Novo Nordisk อาจเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงจากสิทธิบัตรกระจุกตัวมากที่สุดในกลุ่มผู้ผลิตยารายใหญ่ โดยประมาณการว่า 77% ของยอดขายปี 2025 อาจอยู่ในข่ายได้รับผลกระทบจากการหมดสิทธิบัตรภายในสิ้นปี 2033

แรงกดดันหลักมาจากผลิตภัณฑ์ที่มี semaglutide เช่น Ozempic โดยรายงานระบุว่า Ozempic สร้างรายได้เกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า เอกสารของ Novo Nordisk ระบุการสิ้นสุดของสิทธิบัตรสารออกฤทธิ์ในสหรัฐฯ สำหรับ Ozempic, Rybelsus และ Wegovy ในปี 2032 แต่บริษัทก็ระบุด้วยว่าสิทธิบัตรอื่นและความคุ้มครองตามกฎระเบียบอาจทำให้ระยะเวลาการผูกขาดทางการค้าที่แท้จริงแตกต่างออกไป

สิทธิบัตรหมดอายุไม่ได้ทำให้ยอดขายหายทันทีทุกกรณี

กรณี Revlimid สะท้อนว่าการเข้าสู่ตลาดของยาสามัญอาจเกิดขึ้นเป็นระยะ Bristol Myers Squibb และ Celgene ซึ่งเป็นบริษัทเดิม ทำข้อตกลงที่จำกัดและทยอยเปิดทางให้ยาสามัญในสหรัฐฯ ขณะที่เอกสารนักลงทุนของ Bristol Myers Squibb ระบุว่าการเข้าสู่ตลาดอย่างเต็มรูปแบบเริ่มวันที่ 31 มกราคม 2026 รายงานยังระบุว่ายอดขาย Revlimid แบรนด์ในตลาดต่างประเทศลดลงมากกว่า 60% ในปีแรกหลังมีการแข่งขันจากยาสามัญ

ส่วน Humira ของ AbbVie แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างตลาดสหรัฐฯ กับยุโรป โดยรายงานระบุว่า AbbVie ยื่นสิทธิบัตรในสหรัฐฯ มากกว่า 100 ฉบับ และการเปิดตัว biosimilar ในสหรัฐฯ เกิดขึ้นในปี 2023 หรือห้าปีหลังจาก biosimilar เริ่มจำหน่ายในยุโรป ตัวอย่างเหล่านี้ชี้ว่าความเร็วและขนาดของผลกระทบขึ้นกับสิทธิบัตร ข้อตกลง การอนุมัติ และยุทธศาสตร์เชิงพาณิชย์ของแต่ละตลาด

บริษัทเร่งซื้อกิจการเพื่ออุดช่องว่างรายได้

แรงกดดันจากสิทธิบัตรกำลังทำให้การจัดสรรเงินทุนกลายเป็นประเด็นสำคัญของบริษัทเภสัชกรรม รายงานระบุว่ามูลค่าการทำดีลของอุตสาหกรรมในไตรมาสล่าสุดที่กล่าวถึงอยู่ที่ 114,000 ล้านดอลลาร์ สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 และระบุว่า Merck, AbbVie และ GSK ต่างประกาศธุรกรรมมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ในปีดังกล่าว

แนวทางที่บริษัทใช้มีทั้งการซื้อกิจการ biotech การทำ licensing deal การลงทุนในโครงการวิจัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ก่อนถึงวันหมดสิทธิบัตร แต่ความเชื่อมโยงระหว่างแรงกดดันด้านสิทธิบัตรกับดีลแต่ละรายการเป็นการวิเคราะห์ของรายงาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันเหตุผลของทุกธุรกรรม

Eli Lilly ถูกมองว่ามีเวลามากกว่าในการเตรียมรับมือ

รายงานมองว่า Eli Lilly มีความเสี่ยงในระยะใกล้น้อยกว่า เนื่องจาก Mounjaro และ Zepbound ยังไม่คาดว่าจะเผชิญการหมดสิทธิบัตรครั้งสำคัญจนกว่าจะถึงช่วงครึ่งหลังของทศวรรษหน้า อย่างไรก็ตาม กำหนดการดังกล่าวเป็นการคาดการณ์และอาจแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์ สูตรยา ข้อบ่งใช้ ประเทศ และประเภทของสิทธิบัตร

ภาพรวมจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างยาต้นแบบกับยาสามัญ แต่เป็นบททดสอบการบริหารพอร์ตโฟลิโอของบริษัทขนาดใหญ่ ผู้ผลิตยาที่มีรายได้กระจุกตัวกับยาบล็อกบัสเตอร์จำเป็นต้องสร้างแหล่งรายได้ใหม่ล่วงหน้าหลายปีก่อนความคุ้มครองสิ้นสุดลง ขณะที่นักลงทุนต้องประเมินว่าการซื้อกิจการและความร่วมมือจะสร้างผลิตภัณฑ์ทดแทนได้จริงหรือไม่

สิ่งที่ควรรู้

เหมาะสำหรับผู้อ่านที่ติดตามธุรกิจยา หุ้นต่างประเทศ อุตสาหกรรม biotech และผลกระทบของสิทธิบัตรต่อรายได้บริษัทเวชภัณฑ์

แหล่งข้อมูล

Leave a Reply