บทความของ CNN ระบุว่า “Furious” ซีรีส์ Hulu สร้างความสนใจจากโครงเรื่องมหาเศรษฐีผู้มีอำนาจซึ่งล่วงละเมิดเด็กสาว โดยผู้สร้างยืนยันว่า Jeffrey Epstein เป็นเพียงฉากหลัง ไม่ใช่การเล่าเรื่องคดีจริงโดยตรง ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับซีรีส์และการออกอากาศยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากแหล่งภายนอกในข้อมูลชุดนี้

ประเด็นสำคัญ
- CNN ระบุว่า “Furious” เล่าเรื่องการตามล่าฆาตกรหญิง ก่อนเปิดเผยว่ามหาเศรษฐี Jay Easton คือวายร้ายหลักของเรื่อง
- Elizabeth Meriwether ผู้สร้างซีรีส์กล่าวว่า เธอต้องการเล่าเรื่องของผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากผู้ชายที่ใช้อำนาจทำร้ายผู้อื่น มากกว่าจะสร้างเรื่อง Jeffrey Epstein โดยตรง
- Julie K. Brown นักข่าวสืบสวนของ Miami Herald เตือนผู้สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับ Epstein ให้คำนึงถึงผู้เสียหายที่ยังคงได้รับผลกระทบ
- บทความเชื่อมโยงกระแสการนำคดี Epstein ไปเป็นแรงบันดาลใจในผลงานอย่าง “Industry”, “Scoop”, “A Very Royal Scandal”, “Blink Twice” และ “Law & Order: SVU”
ซีรีส์ที่ใช้คดีจริงเป็นฉากหลัง
ตามรายงานของ CNN “Furious” ไม่ได้ระบุว่าเป็นเรื่องราวของ Jeffrey Epstein โดยตรง แต่มีองค์ประกอบที่ผู้ชมอาจเชื่อมโยงกับคดีดังกล่าว ได้แก่ มหาเศรษฐีผู้มีเครือข่ายอำนาจ การล่วงละเมิดเด็กสาว การปกปิดความผิด และผู้หญิงใกล้ชิดที่มีส่วนช่วยเหลือหรือปกป้องเขา
Elizabeth Meriwether ผู้สร้างซีรีส์กล่าวว่า Epstein อยู่ในความคิดระหว่างพัฒนาเรื่อง แต่เธอไม่ได้ตั้งใจทำ “เรื่องของเขา” โดยตรง และต้องการสำรวจประสบการณ์ของผู้หญิงที่ได้รับบาดเจ็บจากผู้ชายลักษณะเดียวกัน
เปิดเผยเนื้อหาตอนจบของ “Furious”
คำเตือน: ส่วนนี้มีสปอยเลอร์
CNN รายงานว่าเรื่องราวช่วงท้ายของซีซันมุ่งไปที่ Jay Easton รับบทโดย Peter McRobbie มหาเศรษฐีผู้ถูกเปิดเผยว่าเป็นผู้กระทำความผิดและเป็นศูนย์กลางของการปกปิดอาชญากรรม ขณะเดียวกัน Catherine Grace รับบทโดย Lola Petticrew ต้องเผชิญกับความต้องการแก้แค้น และ FBI agent Alice Black รับบทโดย Emmy Rossum พยายามนำ Easton เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ในตอนจบ รายงานระบุว่า Alice เป็นผู้ทำให้ Easton เสียชีวิต หลังจากเขาพูดถึงวิดีโอการล่วงละเมิดเธอในวัยเด็ก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตัวละครไม่ได้รับโทษผ่านกระบวนการยุติธรรม แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตีความเรื่องอำนาจ การแก้แค้น และความยุติธรรมที่ผู้เสียหายไม่เคยได้รับ
Julie K. Brown ชี้ความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย
Julie K.
Brown นักข่าวสืบสวนของ Miami Herald ซึ่งมีผลงานรายงานเกี่ยวกับ Epstein ในปี 2017 และ 2018 กล่าวกับ CNN ว่า ความสนใจต่อคดีนี้ส่วนหนึ่งมาจากคำถามเกี่ยวกับเครือข่ายบุคคลทรงอำนาจ การที่ Epstein หลบเลี่ยงความยุติธรรมได้เป็นเวลานาน และเหตุการณ์การเสียชีวิตของเขาในเรือนจำแมนฮัตตันเมื่อปี 2019
Brown ยังเรียกร้องให้ผู้สร้างและผู้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ตระหนักว่า เรื่องดังกล่าวมีผู้เสียหายจริงซึ่งยังคงได้รับผลกระทบ การนำคดีไปสร้างเป็นความบันเทิงจึงควรดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ไม่ทำให้ความเจ็บปวดของเด็กหญิงและหญิงสาวที่ถูกกระทำกลายเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความตื่นเต้น
จาก Epstein สู่กระแสวัฒนธรรมป๊อป
CNN ระบุว่าอิทธิพลของคดี Epstein ปรากฏในผลงานบันเทิงหลายรูปแบบ โดยยก “Industry” ของ HBO ซึ่งมีเส้นเรื่องเกี่ยวกับการค้ามนุษย์หญิงสาวให้คนร่ำรวยและทรงอำนาจ รวมถึงภาพยนตร์ “Scoop” ของ Netflix และ “A Very Royal Scandal” ของ Amazon Prime Video ซึ่งออกฉายในปี 2024 และเกี่ยวข้องกับกรณีของ Andrew Mountbatten-Windsor
บทความยังกล่าวถึง “Blink Twice” ของ Zoë Kravitz ภาพยนตร์เกี่ยวกับหญิงสาวที่พยายามหลบหนีการล่วงละเมิดบนเกาะส่วนตัวของมหาเศรษฐี ตลอดจนตอนของ “Law & Order: SVU” ในปี 2011 และ 2019 ที่ถูกมองว่ามีองค์ประกอบคล้ายคดี Epstein
ความแค้นในจอ กับคำถามเรื่องความยุติธรรมในโลกจริง
Sarah Banet-Weiser นักวิชาการด้านสื่อและผู้เขียน “Believability: Sexual Violence, Media, and the Politics of Doubt” มองว่า “Furious” อยู่ในกลุ่มผลงานหลังยุค #MeToo ที่สะท้อนความรู้สึกของสังคมต่อผู้มีอำนาจและมหาเศรษฐี
เธออธิบายกับ CNN ว่า การเห็นตัวละครหญิงเอาผิดหรือแก้แค้นมหาเศรษฐีอาจมอบความรู้สึกปลดปล่อยแก่ผู้ชม โดยเฉพาะเมื่อหลายคนรู้สึกว่าความยุติธรรมในคดีจริงและในขบวนการ #MeToo ยังไม่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ความสะใจจากเรื่องแต่งไม่อาจทดแทนความยุติธรรมสำหรับผู้เสียหายในคดีจริงได้
สิ่งที่ควรรู้
ผู้อ่านข่าวบันเทิง ผู้ติดตามซีรีส์สตรีมมิง และผู้สนใจการสะท้อนคดีอาชญากรรมจริงในวัฒนธรรมป๊อป
แหล่งข้อมูล
- CNN — แหล่งข้อมูลต้นทาง



